บ้านและที่พักอาศัย
กรณีศึกษา การป้องกันเสียงรบกวนภายในห้องนอนจากเสียงเครื่องบินที่บินผ่านหลังคาบ้าน ซึ่งตั้งใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ
กรณีศึกษาห้องนอนของบ้านใกล้สนามบินสุวรรณภูมิที่มีเสียงเครื่องบินทะลุเข้ามาทางหลังคา ฝ้าเพดาน ประตูและหน้าต่าง แนวทางแก้ไขแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ติดตั้งผนังเบากันเสียงเพิ่มจากผนังเดิม เปลี่ยนเป็นฝ้ากันเสียงแบบ 2 ชั้น และเพิ่มประตูหน้าต่างกันเสียงอีก 1 ชุด
ที่มาของปัญหา: บ้านใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ
เจ้าของบ้านซื้อบ้านใกล้สนามบินสุวรรณภูมิมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว และเพิ่งแต่งงาน เมื่อแฟนของเจ้าของบ้านย้ายเข้ามาอยู่ ก็พบปัญหาเสียงเครื่องบินที่บินผ่านหลังคาบ้านดังทะลุเข้ามาภายในบ้าน
แฟนของเจ้าของบ้านซึ่งเพิ่งเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ รู้สึกปวดหัวและเครียดจากเสียงรบกวนของเครื่องบินที่บินผ่านหลังคาบ้านแทบทุกวัน
ในวันที่มีกระแสลมแรง เครื่องบินจะเปลี่ยนทิศทางการบินขึ้นลงจากสนามบินสุวรรณภูมิ วันนั้นจะมีเครื่องบินบินผ่านบ่อยและใกล้มาก ทำให้เสียงรบกวนรุนแรงเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว
ประกอบกับแฟนของเจ้าของบ้านกำลังจะมีลูก และไม่อยากให้ลูกที่คลอดออกมาตกใจตื่นจากเสียงเครื่องบินที่บินผ่าน จึงได้ปรึกษาวิศวกรเพื่อหาทางป้องกันเสียงรบกวนจากเครื่องบินที่ดังเข้ามาภายในบ้าน โดยเฉพาะห้องนอนที่วางแผนจะให้ลูกที่เพิ่งคลอดเข้ามานอน
ทำไมเสียงเครื่องบินจึงทะลุเข้ามาในห้องนอนได้
เสียงเข้ามาได้ 2 ทางหลัก คือ ทางหลังคาและฝ้าเพดาน กับทางประตูและหน้าต่าง
หลังคาและฝ้าเพดาน
เสียงของเครื่องบินแพร่กระจายมาในลักษณะของทรงกลม พื้นผิวของหลังคาบ้านจึงเป็นพื้นผิวที่ได้รับพลังงานเสียงตกกระทบมากที่สุด
โดยธรรมชาติ หลังคาบ้านที่ก่อสร้างโดยนำกระเบื้องหลังคาวางเรียงซ้อนกัน ย่อมมีรอยต่อและรอยรั่วของอากาศทั่วพื้นที่ผิวหลังคา เสียงซึ่งเป็นพลังงานที่อาศัยอากาศเป็นตัวกลางในการเดินทาง จึงทะลุผ่านพื้นผิวหลังคามาได้ในปริมาณสูงมาก
ประกอบกับฝ้าเพดานเป็นเพียงแผ่นยิปซั่มความหนา 9 มม เพียงแผ่นเดียว และมีช่องดาวไลต์ซึ่งมีรูรั่วอากาศขนาดใหญ่ เสียงของเครื่องบินจึงทะลุผ่านเข้ามาภายในห้องนอนได้อย่างง่ายดาย
ประตูและหน้าต่าง
โดยปกติ ประตูหน้าต่างของกรอบตัวบ้านเป็นกระจกหน้าต่างบานเลื่อน ซึ่งมีรอยรั่วของอากาศโดยรอบตัวบานกระจก พลังงานเสียงจึงเดินทางผ่านเข้ามาได้อย่างง่ายดาย
จากการสำรวจบ้านของลูกค้ารายนี้ ประตูและหน้าต่างกระจกมีรอยรั่วขนาดใหญ่ จึงแทบไม่ช่วยป้องกันเสียงจากภายนอกได้เลย เสียงภายในห้องจึงค่อนข้างดัง ไม่เหมาะแก่การอาศัยพักผ่อน
แนวทางวิธีปรับปรุงห้องนอนให้มีคุณสมบัติในการป้องกันเสียงจากเครื่องบิน
จากสาเหตุของเสียงรบกวนที่เดินทางผ่านเข้ามายังภายในห้องนอนของลูกค้า ทางเราได้นำเสนอแนวทางการแก้ไขปรับปรุง เพื่อให้ห้องนอนห้องนี้มีคุณสมบัติในการป้องกันเสียงสูงมากที่สุดที่ทำได้ โดยยังคงใช้งานห้องได้อย่างดี แบ่งแนวทางการปรับปรุงออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ
- ติดตั้งระบบผนังเบากันเสียง เพิ่มจากผนังก่ออิฐเดิมของตัวห้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันเสียงของระบบผนัง และใช้ผนังที่หนาขึ้นเป็นตัวรองรับประตูและหน้าต่างกันเสียงที่จะติดตั้งเพิ่มเติมให้แก่ห้องนอนห้องนี้
- ติดตั้งระบบฝ้ากันเสียง โดยใช้ระบบฝ้ากันเสียงแบบ 2 ชั้น หรือแบบแซนวิช แทนฝ้าฉาบเรียบเดิมของห้อง
- ติดตั้งระบบประตู หน้าต่าง ป้องกันเสียง คุณภาพสูง เพิ่มเข้าไปอีก 1 ชุด โดยที่ยังคงประตู หน้าต่างเดิมของห้องไว้
1. ทำการติดตั้งระบบผนังเบากันเสียง
การติดตั้งระบบผนังเบากันเสียงเพิ่มเติมจากผนังเดิม นอกจากจะช่วยเพิ่มการป้องกันเสียงให้แก่ระบบผนังบ้านแล้ว ยังมีประโยชน์อีกอย่างคือเป็นตัวรองรับวงกบประตู หน้าต่างกันเสียงที่จะติดตั้งเพิ่มเข้ามาภายในห้อง
ขั้นตอนการทำผนังกันเสียงมีดังนี้
- รื้อฝ้าเดิมของห้องออกก่อน
- เดินโครงผนังโดยติดตั้งโครงคร่าวเหล็กสำหรับผนังเบาเข้ากับผนังเดิมของบ้าน แนะนำให้ติดตั้งอย่าให้สัมผัสกับผนังโดยตรง ให้ห่างออกมาประมาณ 5 ซม
- เดินโครงตามแนวนอนเพิ่ม เพื่อให้โครงผนังมีความแข็งเพิ่มขึ้น ซึ่งพิสูจน์มาแล้วว่าช่วยให้ผนังกันเสียงได้เพิ่มขึ้นจริง
- กรุฉนวนกันเสียง ISO NOISE เข้าไปภายในผนังให้เต็มพื้นที่
- ปิดด้วยแผ่นยิปซั่ม 12 มม จำนวน 2 แผ่นประกบกัน โดยฉาบทุกชั้นเพื่อป้องกันรอยรั่วของอากาศ

2. ทำการติดตั้งระบบฝ้ากันเสียงแบบ 2 ชั้น หรือแบบแซนวิช
ระบบฝ้ากันเสียงแบบ 2 ชั้น หรือที่ผู้เขียนชอบเรียกว่าระบบฝ้ากันเสียงแบบแซนวิช ใช้แทนฝ้าฉาบเรียบเดิมของห้อง โดยฝ้าชั้นล่างสุดของระบบฝ้ากันเสียงจะยังคงมีความสูงเท่าเดิม เพื่อให้ลูกค้าไม่รู้สึกอึดอัด
จากประสบการณ์ ฝ้าภายในห้องที่มีคนใช้งานจะต้องมีความสูงไม่น้อยกว่า 2.4 เมตร หากต่ำกว่านั้นจะทำให้คนที่อยู่ภายในห้องรู้สึกอึดอัด
ขั้นตอนการติดตั้งมีดังนี้
- รื้อฝ้าฉาบเรียบเดิมของลูกค้าออก โดยมาร์กตำแหน่งแนวฝ้าเดิมไว้
- ติดตั้งโครงฝ้าฉาบเรียบให้สูงขึ้นไปจากระดับแนวฝ้าเดิม
- ติดตั้งแผ่นยิปซั่ม 12 มม 2 แผ่นประกบกัน โดยฉาบทุกชั้น เพื่อเป็นฝ้าชั้นแรก
- ยิงโครงเหล็กรูปตัวยูยึดกับโครงฝ้าชั้นแรก เพื่อเตรียมผูกโครงฝ้าชั้นที่ 2 ที่อยู่ในระดับต่ำลงมา ข้อควรระวังคือ ลวดที่ผูกกับโครงฝ้าชั้นแรกจะต้องผูกให้ถี่ขึ้นกว่าเดิมอีกเท่าตัว เพื่อช่วยรับน้ำหนักฝ้าชั้นแรก
- หลังติดตั้งโครงฝ้าชั้นที่สองแล้ว กรุฉนวนกันเสียง ISO NOISE โดยวางบนโครงฝ้าชั้นที่สองให้เต็มพื้นที่ เพื่อให้ฉนวน ISO NOISE ทำหน้าที่กั้นเสียงที่เดินทางผ่านฝ้าชั้นบนลงมายังฝ้าชั้นล่าง
- เดินสายไฟทิ้งไว้ตามตำแหน่งที่จะติดตั้งโคมไฟ เพื่อความสวยงาม
- ปิดแผ่นฝ้าชั้นล่างด้วยแผ่นยิปซั่ม 12 มม 2 แผ่นประกบกัน โดยฉาบทุกชั้นให้เรียบร้อย
3. ทำการติดตั้งระบบประตู หน้าต่าง ป้องกันเสียง คุณภาพสูง เพิ่มอีก 1 ชุด
ประตูหน้าต่างกันเสียงชุดใหม่ติดตั้งเพิ่มเข้าไปอีก 1 ชุด โดยที่ยังคงประตู หน้าต่างเดิมของห้องไว้
หลังจากทำระบบผนังและฝ้าเพดานแล้ว ห้องจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันเสียงที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเราจะได้ยินเสียงรบกวนเดินผ่านมาทางประตูและหน้าต่างอย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นจุดอ่อนที่เสียงเดินทางผ่านเข้ามาได้ง่ายที่สุด
ประตู หน้าต่างของบ้านหลังนี้มีรอยรั่วค่อนข้างเยอะ จนแทบจะป้องกันเสียงไม่ได้เลย จึงจำเป็นต้องเพิ่มระบบประตูหน้าต่างกันเสียงให้แก่ห้องนี้เพิ่มจากเดิมอีก 1 ชุด
ควรเลือกประตูหน้าต่างกันเสียงอย่างไร
ควรใช้ระบบที่ออกแบบให้ป้องกันเสียงอย่างดี โดยมีข้อแนะนำที่สำคัญดังนี้
- รอยต่อระหว่างบานกับวงกบ ต้องมีรูปแบบที่ทำให้เวลาปิดบานแล้วแนบสนิท ป้องกันรอยรั่วของอากาศระหว่างบานกับวงกบได้เป็นอย่างดี และมีการซีลยางรอยต่ออย่างแน่นหนา
- ตัวกระจก ต้องใช้กระจกกันเสียงชนิดพิเศษ เช่น กระจกลามิเนต ที่มีความหนากระจกอย่างน้อย 10 มม ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันเสียงที่ดีเยี่ยม
- หลังการติดตั้ง ต้องซีลรอยต่ออย่างดีเพื่อป้องกันรอยรั่วของอากาศ ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้เสียงจากภายนอกทะลุผ่านเข้ามาได้ง่าย


คลิปทดสอบประสิทธิภาพการป้องกันเสียงของระบบประตูกันเสียง
ชมคลิปเต็มเพื่อทดสอบประสิทธิภาพการป้องกันเสียงของระบบประตูกันเสียง จากห้องกันเสียงที่ติดตั้งด้วยทีมงานของ GET BEST SOUND