พื้นฐานเรื่องเสียง
ความรู้พื้นฐานเรื่องเสียง
เสียงคือพลังงานที่ทำให้โมเลกุลของตัวกลางสั่นแบบบีบ–คลายเป็นจังหวะ และเดินทางได้ทั้งในอากาศ ของเหลว และของแข็ง องค์ประกอบของเสียงที่ต้องเข้าใจมี 3 อย่าง คือ ความเร็ว ความดัง (หน่วยเดซิเบล, dB) และความถี่ (หน่วย Hz)
เพื่อให้เข้าใจเรื่องเสียงอย่างแท้จริง ทีมงาน ISO-NOISE จึงเขียนบทความปูพื้นฐานเรื่องเสียงให้ผู้อ่านเข้าใจตรงกัน
เสียงคืออะไร
เสียงคือพลังงานอย่างหนึ่งที่สร้างความสั่นสะเทือนไปยังโมเลกุลอากาศ
พลังงานเสียงจะเขย่าอากาศให้เคลื่อนในแนวเดียวกับทิศทางที่เสียงเคลื่อนที่ ในลักษณะบีบ คลาย เป็นจังหวะ ๆ ไป ดังแสดงในรูป

เสียงเดินทางผ่านอะไรได้บ้าง
เสียงต้องการตัวกลางในการเคลื่อนที่ และตัวกลางนั้นไม่ใช่เฉพาะอากาศ ของแข็งและของเหลวเสียงก็เดินทางผ่านได้ ตัวอย่างเช่น
- ในน้ำ: ปลาโลมาสร้างเสียงลักษณะพิเศษออกมาในน้ำ แล้วฟังเสียงสะท้อนกลับเพื่อให้ทราบว่ามีสิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้าหรือไม่
- ในรางรถไฟ: เราได้ยินเสียงรางรถไฟลั่นก่อนรถไฟจะมาถึงสักพักใหญ่ เพราะเสียงที่รถวิ่งบนรางวิ่งมาตามรางได้เร็วกว่าตัวรถไฟ ทำให้เราได้ยินเสียงที่รางก่อน
- ในเส้นเชือก: การเล่นโทรศัพท์กระป๋อง เสียงจะเดินทางผ่านเส้นเชือกมาอีกฝั่งหนึ่ง

ทำไมรอยรั่วจึงทำให้เสียงลอดผ่านได้
เมื่อเสียงต้องการตัวกลางคืออากาศในการเคลื่อนที่ เสียงจึงเปรียบเสมือนสีที่ละลายอยู่ในน้ำ
ดังนั้นหากประตู หน้าต่าง หรือผนังมีรอยรั่ว เสียงย่อมไหลผ่านรอยรั่วมายังอีกฝั่งได้ง่าย ๆ

องค์ประกอบสำคัญ 3 อย่างของเสียง
องค์ประกอบของเสียงที่เราสนใจประกอบด้วย 3 อย่างสำคัญ คือ
- ความเร็วของเสียง
- ความดังของเสียง
- ความถี่ของเสียง

สามส่วนนี้ถือว่าสำคัญมาก โดยอธิบายได้ดังต่อไปนี้
1. ความเร็วของเสียง
เสียงเดินทางในตัวกลางแต่ละชนิดด้วยความเร็วที่ไม่เท่ากัน
- เสียงในอากาศเดินทางด้วยความเร็ว 340 เมตรต่อวินาที ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส
- เสียงในน้ำเดินทางด้วยความเร็ว 1,497 เมตรต่อวินาที ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส
- เสียงที่วิ่งในโลหะเดินทางด้วยความเร็ว 6,000 เมตรต่อวินาที
แต่ที่เราจะสนใจจริง ๆ คือเสียงในอากาศ
ทำไมเราเห็นฟ้าแลบก่อนได้ยินเสียงฟ้าร้อง
เวลาฟ้าแลบ เราเห็นแสงฟ้าแลบก่อน แล้วอีกครู่หนึ่งจึงได้ยินเสียงฟ้าร้อง
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะแสงเดินทางด้วยความเร็ว 3 แสนกิโลเมตรต่อวินาที แต่เสียงมีความเร็วแค่ 340 เมตรต่อวินาที เราจึงเห็นฟ้าแลบก่อนฟ้าร้องตลอด

2. ความดังของเสียง
ความดังของเสียงวัดเป็นหน่วยเดซิเบล (dB) ถ้าตัวเลขน้อยคือเสียงเบา ถ้าตัวเลขมากคือเสียงดัง
ส่วนคำถามว่าความดังวัดได้อย่างไร หากอธิบายตามหลักการฟิสิกส์แล้วเป็นเรื่องยาวมาก จึงขอเล่าแบบย่อดังนี้
หน่วยเดซิเบล (dB) มาจากไหน
หูของเรารับรู้ความดังจากค่าความดันอากาศที่ถูกกระตุ้นโดยพลังงานเสียง แต่ค่าความดันที่หูของคนเรารับรู้ได้มีค่าตั้งแต่ 20 ปาสคาล จนไปถึง 2 หมื่นปาสคาล
อเล็กซานเดอร์ เกรแฮมเบล จึงพยายามสร้างหน่วยวัดที่ง่ายในการสื่อสาร คือ
- เอาค่าความดันอากาศมาหารกับค่าความดันอากาศอ้างอิง
- เทคลอการิทึม
- คูณด้วยสิบ เพื่อเลี่ยงการอ่านค่าเป็นจุดทศนิยม
เราจึงได้ค่าระดับความดังเสียงในหน่วยเดซิเบล (dB) ออกมา
วัดความดังเสียงด้วยอะไร
ไม่จำเป็นต้องสนใจรายละเอียดการคำนวณ เพราะโดยปกตินักวิทยาศาสตร์จะใช้เครื่องวัดเสียงวัดค่านี้ได้ โดยรูปร่างของเครื่องวัดเสียงเหมือนกับในรูป
ประเมินความดังโดยไม่มีเครื่องวัดเสียงได้อย่างไร
บางครั้ง Sound engineer หรือ Acoustics Engineer เข้ามาดูสถานที่โดยไม่ได้นำเครื่องวัดเสียงมา แต่ก็ยังประเมินได้ว่าเสียงที่ได้ยินอยู่ดังประมาณกี่เดซิเบล
วิธีการไม่ยาก คือจำลักษณะความดังของเสียงในสถานการณ์ต่าง ๆ ไว้ แล้วเทียบกับความดังเสียงที่ได้ยินตอนนี้ว่าใกล้กับสถานการณ์ไหน ก็จะประเมินค่าความดังคร่าว ๆ ได้ หรือจะใช้รูปข้างล่างไว้เป็นต้นแบบก็ได้
ขอบคุณรูปสวย ๆ จาก Bruel and Kaer และขอไว้อาลัยการจากไปของ Dr. Bruel นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรชาวเดนมาร์ก ผู้บุกเบิกเรื่องเสียงและการสั่นสะเทือนของโลก
3. ความถี่ของเสียง
ความถี่ของเสียงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมาก เพราะมีผลต่อพฤติกรรมของเสียงหลาย ๆ อย่าง
ในเรื่องของการได้ยิน ความถี่คือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกถึงโทนเสียง
- เสียงแหลม คือเราได้ยินเสียงความถี่สูง
- เสียงทุ้ม คือเราได้ยินเสียงความถี่ต่ำ
- เสียงกลาง คือโทนเสียงที่ผู้ชายพูด
ทำไมเราจำเสียงและแยกแยะเสียงได้
หูของเราได้ยินเสียงและจำได้ว่าเสียงนี้เป็นเสียงใคร เพราะสมองของเราจำลักษณะความถี่ที่เป็นเอกลักษณ์ของเสียงได้
จากรูปด้านล่างจะเห็นว่าเสียงของสิ่งของต่าง ๆ มีช่วงความถี่ของเสียงที่เด่นแตกต่างกัน ทำให้เราสามารถแยกแยะเสียงจากสิ่งของต่าง ๆ ได้


หูมนุษย์ได้ยินความถี่ช่วงไหน
หูของมนุษย์สามารถรับเสียงได้ตั้งแต่ความถี่ 20 Hz-20,000 Hz ซึ่งกว้างมาก
แต่ในความเป็นจริง หูเราแยกแยะไม่ออกว่าเสียงนี้เป็นเสียงความถี่ 500 Hz หรือ 501 Hz แม้แต่ผู้เขียนเองก็แยกออกแค่ สูง กลาง ต่ำ เท่านั้น
ย่านความถี่แบบออกเตฟคืออะไร
คนกลุ่มแรกที่เริ่มพยายามแยกแยะความถี่เสียงออกเป็นย่าน ๆ คือนักดนตรี โดยนักดนตรีแบ่งโทนเสียงออกมาเป็น 8 ย่าน เรียกว่าย่านคู่แปด หรือย่านความถี่แบบออกเตฟ
แต่ละย่านความถี่ออกเตฟจะมีช่วงความถี่ที่ครอบคลุม ยกตัวอย่างเช่น ย่านความถี่ 63 Hz จะครอบคลุมความถี่ในช่วง 44 Hz ถึง 89 Hz

เมื่อวิทยาศาสตร์เริ่มก้าวหน้า นักวิทยาศาสตร์สามารถใช้เครื่องวัดแยกความถี่ของเสียงออกมาได้ จึงยึดเอาการแบ่งช่วงความถี่แบบออกเตฟมาใช้เป็นแบบสากลจนมาถึงปัจจุบัน
